ดีต่อใจ
 
 
โควิด-19 ครูผู้สอนวิชา “ ความทุกข์ ” แก่โลก

          “สวดมนต์ไล่เชื้อโรคได้จริงๆเหรอ” คำถามฮอตฮิตติดยุคในวันที่โควิด-19 ไม่เพียง ทำลายสุขภาพร่างกาย แต่ยังวิ่งเข้าไปทำร้าย “ใจ” ของคนอีกมากด้วย
 
          หลายคนเชื่อมั่น หลายคนคลางแคลงใจ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บางคนไม่ใช่แค่ไม่เชื่อ
แต่ยังเห็นเป็นเรื่องไร้สาระอีกด้วย

          “บทสวดมนต์” มีอานุภาพ ศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์ผล รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้จริงๆ หรือแค่เรื่องขำๆ ของหลายคน กรีนเวฟเปิดบ้านคุยกับกูรูธรรมะชั้นครู “พี่ตุลย์ ดังตฤณ”หรือ คุณศรัณย์ ไมตรีเวช นักเขียนที่มีผลงานทั้งบทความธรรมะในนิตยสาร หนังสือธรรมะ รวมไปถึงนวนิยายที่แทรกคติธรรมหลากหลายเรื่อง ตั้งแต่ “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน”ที่หลายๆคนรู้จัก “วิปัสนานุบาล” “๗เดือนบรรลุธรรม” ไปจนถึงนวนิยายธรรมะหวือหวาอย่าง “เกมกรรม”และ “จิตจักรพรรดิ” ที่ล้วนแล้วแต่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้ที่เริ่มต้นสนใจธรรมะ ไปจนถึงแนวทางวิธีการปฎิบัติธรรมเพื่อขัดเกลาชำระจิตใจ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเข้มข้น

          เราเริ่มต้นคำถามแบบผ่าประเด็นร้อนๆกันเลย “การสวดมนต์ไล่เชื้อโรคได้จริงมั้ยคะ” คำตอบที่ได้เล่นเอาเรานิ่งอึ้งไป ใครจะทันตั้งตัวรับกับคำตอบที่เป็นได้ทั้งวิทยาศาสตร์และความเชื่อมั่นทางศาสนาไปในตัวได้ทัน พี่ตุลย์ ตอบเราว่า
 
 

          “ต้องแยกเป็น ๒ ประเด็นคือ ประเด็นสุขภาพ กับ ประเด็นความศักดิ์สิทธิ์ของบทสวด ประเด็นสุขภาพนั้น การสวดมนต์อย่างถูกต้อง ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจและมีผลการวิจัยมากมายบ่งชี้ว่าช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอย่างชัดเจนสามารถหาข้อมูลงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ โดยใช้คีย์เวิร์ด scientific evidence prayer immune system แม้งานวิจัยเหล่านั้นจะยืนพื้นอยู่บนการสวดต่างศาสนาแต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เชื่อได้ว่า ใครก็ตามที่สวดมนต์ดี สวดมนต์เก่ง จนเป็นสมาธิได้ จะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้มากกว่าคนที่อ่อนแอแน่นอน
 

          ส่วนประเด็นความศักดิ์สิทธิ์ของบทสวด ถ้าทำใจกลางๆให้อยู่ระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนาพอดีๆก็อาจกล่าวได้ว่า เมื่อยังไม่ติดเชื้อแล้วสวดมนต์ ก็เหมือนสร้างปราการป้องกันการติดเชื้อไว้ดีกว่าปกติ แต่ถ้าติดเชื้อเข้าไปแล้ว จะสวดไล่หรือสวดฆ่าด้วยบทไหนก็คงยากต้องใช้วิธีเฝ้าระวังและรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์เอา
 
 

          ประเด็นสวดมนต์ไล่เชื้อโรค ซึ่งเอาตรงๆก็คือไล่โควิด-19 ทำให้เราได้รู้จักกับบทสวดบทหนึ่งที่ชื่อว่า “รัตนสูตร” คำถามต่อไปเราก็เลยถามพี่ตุลย์ว่า แล้วทำไมต้องเป็นบทสวดที่ชื่อว่า “รัตนสูตร” คะ พี่ตุลย์

          “เพราะมีบอกไว้ในอรรถกถาว่า ครั้งหนึ่งมีโรคระบาดเกิดขึ้นในเมือง พระพุทธเจ้าจึงสั่งให้พระอานนท์นำบทสวดนี้ไปใช้ แล้วโรคระบาดหายจ้ะ”

          เหมือนจะรู้ใจ (หรือจริงๆพี่ตุลย์รู้คะ) พี่ตุลย์อธิบายคำว่า “อรรถกถา”ต่อว่า

          คัมภีร์อรรถกถาเป็นคัมภีร์ยุคหลังพระไตรปิฎก ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคัมภีร์ที่อธิบายความหรือคำที่ยากในพระไตรปิฎกให้เข้าใจง่ายขึ้น ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือในคัมภีร์พระไตรปิฎกไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าพระพุทธเจ้าสั่งให้พระอานนท์ร่ายมนต์นี้ เพื่อปราบโรคระบาดให้สิ้นสูญไป เพราะฉะนั้น ขออย่าได้ถือเป็นประกันตายตัวว่าพระพุทธเจ้า ตรัสรับรองไว้แน่ๆว่าต้องได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเด็ดเป็นขาดอย่างไม่ต้องสงสัย หากสวดแล้วโรคระบาดจะยังคงอยู่ก็ขอให้ทราบว่าไม่ใช่สิ่งพึงนำไปโพนทะนากันว่า มนต์ของพระพุทธเจ้าไม่สัมฤทธิ์ผล
 
 


          อ้าวววววววว แล้วอย่างนี้บทสวด “รัตนสูตร” จะคุ้มครองเราได้จริงหรือเปล่าคะ?????

          จะเอาคำตอบแบบสั้นหรือยาว ... พี่ตุลย์ยิ้ม “ถ้าตอบสั้นที่สุดก็คือ ‘จริง!’ ถ้าตอบแบบยาว คือไม่ใช่ทุกคน ที่สวดแล้วจะได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าจะให้เป็นแบบนั้นเราต้องสวดจนจิตวิญญาณ กลายเป็นพวกเดียวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงจะให้ความคุ้มครองได้ เพราะเนื้อความในรัตนสูตรนั้น ผสมผสานกันระหว่างการวิงวอนให้เทวดาช่วยรักษาความปลอดภัย แก่ผู้บูชา กับการกล่าวคำที่เป็นจริงอันมีพลังศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เหล่าเทพยดาได้ยินได้ฟังแล้ว พลอยโสมนัสยินดีตาม ถ้าทำใจเหมือนในรัตนสูตรได้จริงๆ เหมือนมีเหล่าเทพยดารับฟังอยู่ตรงหน้า แล้วเราวิงวอนให้ท่านทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์วิเศษของพระรัตนตรัย จิตของเราก็จะเหมือนส่งกระแสคลื่นเชื่อมต่อและสื่อได้ติดกับเทพในละแวกใกล้แล้ว

          พี่ตุลย์แบบยาวจริงๆด้วย และเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้อง “พิสูจน์ทราบด้วยตัวเอง” พี่ตุลย์ก็เลยบอกให้เรา “ทดลอง”

          “ มาทดลองกันเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ให้เปล่งวาจาเป็นภาษาไทย เปล่งให้เต็มเสียง เต็มปากเต็มคำ โดยทำไว้ในใจว่า หากจะมีเทวดาได้ยินก็ขอให้ฟังด้วยความเคารพเถิด แล้วเอ่ยไปว่า “พระพุทธเจ้าทรงผู้มีจิตตั้งมั่น ได้บรรลุธรรมอันใด ที่คายคืนกิเลส ที่สิ้นกิเลส เป็นอมตะเที่ยงแท้ธรรมที่พระองค์บรรลุนั้น ย่อมเปรียบเหมือนรัตนะอันล้ำค่า ไม่อาจหาธรรมอื่นใดเสมอเหมือนได้ ด้วยคำอันเป็นจริงนี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดเถิด!”

          เราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า สามสี่ครั้ง นึกในใจตามที่พี่ตุลย์แนะนำว่า “หากมีเทวดาได้ยินถ้อยคำนี้ ก็ขอให้ท่านฟังด้วยความเคารพเถิด” แล้วพูดเต็มเสียงด้วย ความรู้สึกสงบและนอบน้อมเคารพว่า “พระพุทธเจ้าทรงผู้มีจิตตั้งมั่น ได้บรรลุธรรมอันใดที่คายคืนกิเลส ที่สิ้นกิเลส เป็นอมตะเที่ยงแท้ธรรมที่พระองค์บรรลุนั้น ย่อมเปรียบเหมือนรัตนะอันล้ำค่า ไม่อาจหาธรรมอื่นใดเสมอเหมือนได้ ด้วยคำอันเป็นจริงนี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดเถิด!” ..... ความรู้สึกอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในใจและในความรู้สึก ไม่บอกหรอกว่าเป็นอย่างไรแต่อยากให้ทุกคนลองทำด้วยตัวเอง .... แล้วก็จะได้คำตอบเอง พี่ตุลย์อธิบายหรือเฉลยว่า
 

          “สังเกตว่าแต่ละคำออกแบบมาปรุงแต่งจิตของคุณให้เกิดความคล้อยไป ในทางสัมผัสคุณวิเศษของพระพุทธเจ้าเช่นที่มีความเป็นผู้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เมื่อเอ่ยคำนี้ ใจของคุณก็อบอุ่น แผ่กว้างอย่างสงบ มีส่วนของความตั้งมั่นทางใจตามไปด้วย และทุกข้อของการอ้างความจริงอัน ศักดิ์สิทธิ์จะมีการเอ่ยกำกับว่า “ด้วยคำอันเป็นจริงนี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดเถิด” นั่นแหละ! ที่เราจะรู้สึกถึงพลังสว่างขยายรัศมีเบ่งบานออกมาให้ทราบชัดด้วยตนเอง ดุจมีเกราะแก้วกำบัง ตนปรากฏ เหมือนได้ยกระดับพลังชีวิตของตัวเอง ให้สูงขึ้นใกล้เคียงกับทิพยสภาพของเทวดา มีผลให้เทวดาได้ยิน มีผลให้เทวดาอยากเงี่ยหูฟังแล้ว

          ฟังพี่ตุลย์ว่าแล้ว ก็แอบกดเข้าไปดูบทสวดรัตนสูตร โอ้โฮเฮะ!!! ยาวมิใช่ย่อย สวดน้อยๆ พอทำเนาแต่ถ้ายาวขนาดนี้ “พี่ตุลย์คะ ถ้ารัตนสูตรยาวไป เราสวดบทอื่นได้มั้ยคะ” ถามแล้วก็แอบกลั้นในรอคำตอบ ด้วยว่ากลัวพี่ตุลย์จะ “สวด” บทอื่นแถมมาด้วย แต่พี่ตุลย์คงเข้าใจเลยบอกว่า

          “ขึ้นอยู่กับคุณภาพของใจหรือวิธีการทำไว้ในใจเป็นหลัก ถ้าเริ่มขึ้นด้วยใจที่มีศรัทธา นึกอยากให้เทพยดาได้รับรู้คุณสมบัติวิเศษของพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ใจก็จะเปล่งประกายปลื้ม พร้อมยิ้มเอง อันจะเป็นฐานให้เกิดความสังวรระวัง ไม่คิดแค่สวดเล่น แล้วเกิดความมุ่งมั่นสาธยายคุณสมบัติวิเศษอย่างมีความสุข ความเบิกบาน แค่สวดอิติปิโส ด้วยน้ำจิตคิดสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ โดยไม่ต้องอ้างอิงวิงวอนขอใดๆ ก็ทราบด้วยใจว่า เปิดรับพลังพุทธคุณเข้ามาเต็มเปี่ยมแล้ว
 
 
 
 
          สวดมนต์บทไหน ให้ตั้งใจกล่าวบทสวดเพื่อสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เท่านี้อานิสงส์ของการสวดมนต์ก็ส่งผลกับเราแล้ว แต่สถานการณ์โควิด-19 ก็ไม่ได้ปรานีกับเรามากนัก วางตัวยังไง ถึงจะปลอดภัยจากโควิดคะ พี่ตุลย์
 
           พวกเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก อย่าหวังว่าจะไม่ต้องทำอะไรเลย อย่าคาดว่ารัฐบาลต้องมาช่วยทุกอย่าง อย่ามัวแต่ด่าว่า ใครผิด ใครไม่ดีให้เสียแรงเพิ่มเปล่าๆ เวลาที่สูญเสียไปกับการด่าและความกลัดกลุ้ม ถ้าเอามาใช้เตรียมตัวดีๆ จะมีประโยชน์กว่ากันมาก เตรียมพร้อมให้หายกลัว แต่อย่าเตรียมตัวจนประสาท ทุกสื่อนำเสนอวิธีป้องกันอย่างดี มีภาพประกอบอยู่แล้ว ขอเพียงลงทุนลงแรงตามคำแนะนำ ก็ได้ชื่อว่าทำสิ่งที่ควรทำแล้ว จะสวดมนต์ไล่โควิดเพื่อความสบายใจหรือหวังให้เกิดผลจริงๆ ก็อย่ารวมตัวสวดมนต์ในพื้นที่เดียวกันให้ แยกย้าย ต่างคนต่างสวดอยู่ในที่เฉพาะของตน ระลึกด้วยว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไม่ใช่
ชุมนุมร่วมกันสวดมนต์ แต่เป็นความรู้ความเข้าใจ ในการป้องกันตัวของทุกคนมากกว่า
 
 
 
 
          วางตัวตามคำแนะนำของ จนท.และรัฐบาล แล้ววางใจละคะ พี่ตุลย์แนะนำว่าควรทำ อย่างไรดี

          ก็ต้องสำรวจใจว่ามันกำลังอ่อนไหว มันกำลังกลัว มันกำลังตื่นข่าวแค่ไหน ควรจูนชีวิตให้อยู่ตรงกลาง เริ่มต้นแต่ละเช้าด้วยความกระชุ่มกระชวย ออกกายบริหารก่อนดูข่าวโควิด คิดอย่างมีสติ ว่าถ้าไม่ติด ก็อย่าเอาตัวไปเสี่ยง แต่ถ้าติดก็แค่ไปโรงพยาบาลหาหมอ เส้นทางขอผู้ไม่ประมาทในการกิน การนอน และการคิดเป็นเส้นทางที่โควิดหาตัวไม่เจอ
 
 
 

          อย่างหนึ่งที่เราเห็นกันบ่อยๆในช่วงนี้คือพอมีข่าวอะไรออกมา คนก็จะตกใจ บางที่ก็เหมือนขาดสติไปนะคะ เราน่าจะมีวิธีฝึกสติเพื่อรับมือกับโควิด-19

          ไม่มีช่วงไหนเหมาะกับการฝึกสติเท่าช่วงนี้ เรากำลังมีเวลาอยู่กับบ้านกับช่อง เป็นที่เป็นทางกัน ราวกับธรรมะจัดสรรสถานที่และเวลาวิเวกมาให้เจริญสติ คนทำได้อยู่แล้ว ก็ถึงเวลาพัฒนายิ่งๆขึ้นไป คนยังทำ ไม่ได้เลย ก็ถึงเวลาได้ฤกษ์ได้ชัยเริ่มต้นเสียที สำหรับมือใหม่มีทั้งเทคโนโลยีทางเสียงที่ช่วย ให้เป็นสมาธิได้เร็ว ไม่ต้องออกแรงข่มใจ แล้วก็มีคลิปที่ช่วยให้คุณรู้จักโลกภายใน ของผู้อยู่บนเส้นทางการเจริญสติตั้งแต่เริ่มก้าวแรก เข้าไปดูและนำไปใช้ได้เลยที่ http://เสียงสติ.com/
 

สำหรับพี่ตุลย์ โควิด-19 คืออะไรคะ

          โควิดคือครูสอนระดับโลกทำให้คนทั้งโลกพบกับบทเรียนที่หนักหนาสาหัสไปพร้อมๆกัน หวังว่าวันหนึ่งครูใจร้ายตนนี้จะผ่านหาย ปล่อยให้เราเรียนรู้ที่จะทิ้งความเจ็บปวดไป แล้วเก็บไว้แต่บทเรียนคืออย่าประมาท อย่าคิดว่าชีวิตจะเป็นอย่างที่เห็นไปเรื่อยๆและวิธีหาความสุขจากชีวิตที่ไม่แน่นอน ก็คือหัดสร้างความสุขแบบเรียบง่ายเข้าไว้ เช่นการสวดมนต์ การระลึกถึง บุคคลอันเป็นน้ำเย็นชุ่มชื่นใจ ดีกว่าการสอดส่องหาคนมาเกลียด มาชัง มาขังไว้ในใจให้เกิดความร้อนเผาไหม้เปล่า เดี๋ยวก็ตายๆจากกันหมด ไม่มีใครรู้หรอกว่าโลกจะส่งอะไรมาเอาชีวิตเราไปในวันไหน คนเรียนรู้ที่อยู่อย่างไม่ประมาทนั้นและ คือคนที่จะอยู่สบาย ไปสบายได้ทุกเมื่อ!

 
 
 
 
 
เพิ่มเติมความรู้

เสียงสติ http://เสียงสติ.com/
รัตนสูตรในพระไตรปิฎก http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=73&Z=154
ขยายความรัตนสูตรในอรรถกถา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=7
 
 
" อโศก มนตรี "
RELATED ดีต่อใจ
GREENWAVE