GREEN CHARITY

GREEN WAVE SAVE TOGETHER : VACCINE COVID-19

 

หลายคำถามคาใจ เรื่องวัคซีนโควิด-19

กรีนเวฟคลายสงสัย เชิญคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ

จาก โรงพยาบาลศิริราช และ สภากาชาดไทย มาตอบทุกคำถามที่คุณอยากรู้

 

ไปฟังหลากคำถามแทนใจจากดีเจกรีนเวฟ และ หลายคำตอบจาก

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ / รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล / ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร    

เพื่อสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน

 

#GreenWaveSaveTogether

 

 

DJ.พี่อ้อย : รบกวนคุณหมอเปรียบเทียบวัคซีนแอสตราเซเนกากับวัคซีนซิโนแวค ให้พวกเราทราบหน่อยค่ะ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ประสิทธิภาพสองตัวนี้ฉีดแล้วป้องกันโรคโควิด-19 เจ็บป่วยหนักชนิดเข้า ICU ได้ 100% เจ็บป่วยปานกลางหรือมีอาการทั่วไป ซิโนแวคจะอยู่ที่ 84% แอสตราเซเนกาป้องกันทั้งหนัก กลางเบา ได้ประมาณ 80%  จะเห็นว่าภาพรวมมีประสิทธิภาพพอกัน ที่ต่างคือแอสตราเซเนกาฉีดเข็มเดียว ประสิทธิภาพเต็มร้อยตั้งแต่เข็มแรก ส่วนซิโนแวค ต้อง 2 เข็ม ถึงจะเต็มแมกซ์ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเราขึ้นตึกสูง แอสตราเซเนกากับซิโนแวคเป็นตึกสูงเท่ากัน เพราะประสิทธิภาพพอ ๆ กัน แต่แอสตราเซเนกาเหมือนขึ้นลิฟต์ ขึ้นแป๊บเดียวก็ถึงเลย เข็มแรกเลย เข็มที่สองไม่ต้องกังวลมาก เอาไว้ให้มันอยู่ยาว ส่วนซิโนแวคเหมือนขึ้นบันไดค่ะ ขึ้นช้าหน่อย แต่ถึงยอดตึกเหมือนกัน ใช้เวลานานกว่า เพราะต้องใช้สองเข็ม

 

DJ.พี่อ้อย : ผลข้างเคียงของวัคซีนแอสตราเซเนกากับวัคซีนซิโนแวคล่ะคะคุณหมอ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ซิโนแวคพบอาการข้างเคียงน้อยกว่าค่ะ พบไข้ เพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนแอสตราเซเนกาพบ 70-80% แต่เป็นอาการปวดไม่รุนแรง ประมาณเกรด 1 เกรด 2 ยังไปทำงานได้ กินพาราแล้วหาย แต่ก็มีบางคนเหมือนกันไข้สูงมาก ทำงานไม่ไหว ต้องหยุดพักงานวันสองวัน แต่ทั้งหมดหายเป็นปกตินะคะ ซิโนแวคอาการข้างเคียงไข้สูงนอนซมเนี่ย พบน้อยมากหรือไม่มีเลยนะคะ แต่ดันไปมีอาการชา ๆ เปลี้ย ๆ ซึ่งพบน้อยนะคะ หนึ่งในหลายหมื่นนะคะ และมักจะเป็นในคนอายุน้อย

          ที่คนส่วนใหญ่ในขณะนี้ มีความรู้สึกกังวลต่อซิโนแวค ก็เพราะว่าได้ยินเกี่ยวกับอาการข้างเคียงมากมายนะคะ เหตุเพราะซิโนแวคเป็นวัคซีนตัวเดียวที่เราใช้เป็นหลักตอนนี้ ใช้ไปเกินสองล้านโดสแล้วนะคะ ในเมื่อเราใช้เป็นหลัก อาการข้างเคียงต่าง ๆ ที่เห็นทั้งหมดส่วนใหญ่ก็เกิดจากซิโนแวคทั้งนั้นค่ะ ส่วนแอสตราเซเนกาเรามีแค่แสนโดส ใช้ไปก็เกือบหมดแล้ว แต่เดี๋ยวอีกสักพักนึงจะไม่ค่อยมีซิโนแวคใช้ จะเหลือแต่แอสตราเซเนกา และเมื่อเจออาการข้างเคียงคนก็จะเกิดความรู้สึกเป็นกังวลเช่นเดียวกันนะคะ

          พื้นฐานเลย คือ วัคซีนทุกชนิดมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้ค่ะ แล้วไม่มีใครที่เป็นอันตรายรุนแรงจากอาการข้างเคียงนะคะ การแพ้เกิดขึ้นได้ประมาณน้อยกว่า 1 ในแสนนะคะ เป็นทุกชนิดนะคะ ทั้งแอสตราเซเนกาและซิโนแวคนะคะ เป็นน้อยกว่าหนึ่งในแสนค่ะ

 

DJ.อั๋น : วัคซีนซิโนแวค และ แอสตราเซเนกาทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้จริงใช่ไหมครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : วัคซีนทุกชนิดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้เนี่ยนะคะ สามารถทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ค่ะ เวลาเราบอกว่าภูมิคุ้มกันหมู่เนี่ยนะคะ เราก็ต้องพูดว่าเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ที่ป้องกันการเกิดอาการของโรครุนแรงและหนัก ซึ่งทั้งวัคซีนซิโนแวคและวัคซีนแอสตราเซเนกามีประสิทธิภาพในเชิงแบบนี้พอ ๆ กันนะคะ ถ้าวัคซีนมีประสิทธิภาพไม่สูงมากเนี่ยนะคะ เราก็จำเป็นต้องฉีดในวงกว้างมากขึ้น เพื่อที่จะให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ถ้าหากวัคซีนมีประสิทธิภาพ 100% เลย เราก็จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ง่ายขึ้น เราฉีดไม่ต้องครบทุกคนแค่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์เนี่ยก็เกิดได้แล้ว สำหรับโรคที่ระบาดได้ง่ายอย่างโรคโควิด-19 นี้นะคะ ฉะนั้นไม่ว่าจะวัคซีนตัวไหนก็ตามนะคะ จะเป็นซิโนแวคจะเป็นแอสตราเซเนกา ทั้งสองตัวมีประสิทธิภาพในเกณฑ์ที่พอ ๆ กัน สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้แน่นอนค่ะ ขอให้พวกเราช่วยกันมาฉีดแค่นั้นเองค่ะ

 

DJ.เฟี๊ยต : ตอนนี้ได้ยินคำว่า HERD IMMUNITY บ่อย ๆ คำนี้หมายความชัด ๆ ว่าอะไรครับคุณหมอ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : HERD IMMUNITY คือการป้องกันไม่ให้เป็นโรคค่ะ สมมติว่าในฝูงแกะเนี่ย มีแกะอยู่ 100 ตัว ถ้าไม่ฉีดวัคซีนเจอเชื้อโรคมันเป็นทั้งร้อยตัวเลยถูกไหมคะ แต่ถ้าฉีดวัคซีนครบทั้ง 100 ตัว ถ้าเชื้อโรคมามีนกบินมาถ่ายเอาโรคมาตกตรงกลางฝูง ไม่มีใครเป็นอะไรเลย เพราะว่าทุกคนมีภูมิหมดแล้วนะคะ ถ้าฉีดวัคซีน 70 ไม่ได้ฉีด 30 ถ้าเกิดนกปล่อยลงมาปุ๊บ 70 ตัวเนี่ยไม่เป็น 30 ตัวที่เจอเชื้อมันยังเป็นโรคได้ แล้วถ้าบังเอิญลงมาเจอ 70 ซะก่อน เพราะ 70 ตัวนี่เป็นหมู่มาก ฉะนั้นเชื้อเนี่ย แทนที่จะลงมาถึงปุ๊บแล้วแพร่ต่อ มันไม่แพร่ เพราะมันไปเจอตัวที่มันมีภูมิแล้ว มันก็เลยไม่ป่วย ไม่เป็น และไม่แพร่นะคะ เพราะว่าหมู่มากเจอเชื้อแล้วมันนูเทิลไลท์ คือสะเทิ้นเชื้อไปหมด ไม่เกิดโรค แล้วก็ไม่แพร่เชื้อให้ใคร Dead end อยู่ตรงนั้น อันนี้คือเรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่ค่ะ

          ถ้าไวรัสตัวใดหรือโรคใดที่แพร่ง่าย แพร่เร็วเนี่ย ภูมิคุ้มกันหมู่จะต้องมีเกิน 90%นะคะ ยกตัวอย่างเช่นนะคะ โรคหัด จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ต้องมีภูมิเกิน 90% แปลว่าอะไร ถึงมีคนฉีดวัคซีนไปแล้ว 80 คน แต่คนที่ไม่ฉีดวัคซีนแค่ 20 คน โรคมันยังหาเจอค่ะ ต้องถึงระดับ 90% หรือ 90% up ที่เหลือ 10% ถึงจะปลอดภัยตามนะคะ แต่ปลอดภัยเนี่ยก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% นะคะ เพราะมันมีโอกาสเหมือนกัน ที่เชื้อที่ล่องลอยอยู่จะวิ่งมาชน 10% นี้ พอรับเชื้อก็เป็น พอเป็นแล้วก็แพร่เชื้อให้คนอื่นที่อยู่ใน 90% คน 90% นี้ได้รับเชื้อแล้วก็เฉย ๆ ไม่เป็นไร อันนี้คือคอนเซปต์ของ Herd นะคะ

          คราวนี้พอมาถึงโควิดบ้างเนี่ย โควิดมันไม่ได้เป็นธรรมดาแบบนั้นค่ะ ถ้าเราบอกว่าเราต้องการ Herd effect ในการไม่ให้เกิดโรคเลยเนี่ย มันไม่มีวันที่จะเกิดได้แล้วนะคะ เพราะอะไร เพราะเชื้อโควิด-19 เนี่ยนะ น้องจำไว้เลย มันจะอยู่กับเราชั่วฟ้าดินสลา  มันจะไม่หายไปจากมนุษยชาติ มันจะอยู่กับเราตลอดไป เพราะฉะนั้น Herd effect ที่เราต้องการ คือ Herd effect against severe disease and deaths มันคนละคอนเซปท์แล้ว เพราะฉะนั้น ภูมิคุ้มกันหมู่ หมู่เพื่ออะไร เพื่อไม่หมู่ไปนอนโรงพยาบาล ไม่หมู่ไปเข้า ICU ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันเยอะมากเพียงพอนะคะ แล้วเราไม่ต้องกังวลแล้ว ว่ารับเชื้อแล้วจะเป็นโรคแรง ๆ ทุกคนมั่นใจ รับเชื้อแล้วเป็นโรคเบา ๆ เราก็จะถอดหน้ากากได้พร้อม ๆ กัน ถอดคนเดียวไม่ได้นะ น้องฉีดวัคซีนคนเดียว น้องก็ปลอดภัยคนเดียวถูกไหม แต่น้องเป็นอ่ะ แล้วน้องก็ไปแพร่ให้คนอื่นได้ เพราะฉะนั้นน้องควรจะใส่หน้ากากเพื่อที่จะกันน้ำลายออกไป

 

DJ.เป้ : เมื่อเกิดภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว เราจะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้จริงหรือเปล่าครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ตอนนี้ในอเมริกา ยุโรป อังกฤษก็เริ่มแล้ว เริ่มใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่โล่ง Outdoor โดยไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ใน Indoor ในที่ ๆ การระบายอากาศไม่ดียังต้องใส่อยู่นะคะ

          มองว่าเป็นไปได้ถ้าเราฉีดวัคซีนได้เร็วนะคะ เราคุยกันว่าทำกรุงเทพฯให้เป็นโมเดล ฉีดให้จบทั้งกรุงเทพฯในสองเดือน เราจะนับถอยหลังถอยหลังถอดหน้ากากกันได้ไหม เราคุยกันอย่างนี้ เพื่อให้เกิดความฮึกเหิม ถ้าทุกคนใน กทม. พร้อมใจกันฉีดได้ ส่วนตัวมองว่าเราถอดหน้ากากในที่สาธารณะในที่ Outdoor ได้ ถ้าเราทำได้ถึงจุดนั้นจริง

          จุดนั้นแปลว่าอะไร จุดนั้นคือเราทุกคนฉีดเกิน 70 หรือ 80% ซึ่งเราก็ยังรับเชื้อได้นะคะ แต่เราก็จะเป็นแค่หวัดธรรมดา เบา ๆ เราก็ไม่กลัวนะคะ เพราะฉะนั้นเราจะกำหลาบโรคนี้ให้กลายเป็นหวัดธรรมดา 1 ตัว ไวรัสธรรมดา 1 ตัว ก็คือเราทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกัน อย่างน้อยต้องเป็นภูมิคุ้มกันในระดับเบสิคที่ทำให้เราไม่ป่วยหนัก ไม่เสียชีวิต ไม่ ICU ก็ด้วยการฉีดวัคซีนนี่ล่ะค่ะ เป็นไปได้นะคะ ถ้าเราพร้อมใจกันฉีด

 

DJ.เป้ : ถ้าประเทศไทย เกิดภูมิคุ้มกันหมู่จากการฉีดวัคซีนไปแล้วส่วนหนึ่ง คนที่ยังไม่ได้ฉีดจะคิดว่าคนอื่นเค้ามีภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว เราเป็นส่วนน้อย ไม่ต้องฉีดได้หรือเปล่า อันนี้ถามแทนใจบางคนที่คิดจะไม่ฉีดนะครับคุณหมอ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ตอบว่า โอกาสที่เค้าจะได้รับเชื้อมันจะลดลงมาก ถ้าทุกคนรอบตัวเค้าฉีดหมดแล้ว เหมือนกับที่หมอบอกว่า เด็กฉีดไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่จะต้องฉีดให้ครบ เพราะเด็กจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่

          คนที่ไม่ได้ฉีด 1 คน ในชุมชน 100 คนเนี่ย เขาก็หวังว่านะคะเกราะรอบเขา 99 คนเนี่ย จะไม่เอาเชื้อไปแพร่ให้เค้า เพราะว่าฉีดกันไปหมดแล้ว โอ๊ยฉันสบาย ฉันไม่ต้องฉีด แต่จริง ๆ แล้วมันไม่อย่างนั้นค่ะ จริงอยู่มันลดลงจริง แต่มันไม่ 100% เพราะว่าคนทั้ง 99 คนอาจจะแพร่เชื้อได้ค่ะ แม้ในปริมาณที่ลดลงก็ตาม แล้วคน 1 คนที่ไม่ฉีด แล้วหวังภูมิคุ้มกันหมู่ เมื่อได้รับเชื้อก็ยังป่วยหนักได้ เพราะว่าตัวเค้าเองยังไม่มีภูมิคุ้มกันค่ะ

 

DJ.แคน : ฉีดวัคซีนไปแล้วเนี่ยมีโอกาสติดเชื้อได้อีกหรือไม่ครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : เรายังติดเชื้อได้ครับ ต้องเข้าใจนะครับว่าฉีดวัคซีนแล้ว เราจะมีภูมิคุ้มกันอยู่ในเลือดของเรา แต่ไวรัสมันมาทางจมูก เพราะฉะนั้นถ้ามันมาแตะจมูก เราก็จะติดเชื้อในเซลล์จมูกก่อน แล้วมันถึงจะเข้าไปในเลือด ตอนที่ติดเชื้อในจมูก อาการก็จะเหมือนเป็นหวัด แต่ว่าเราจะไม่เป็นรุนแรงเพราะว่า Antibody มันอยู่ในเลือดเต็มไปหมดเลย โอกาสเป็นรุนแรงถึงได้หายไปนะครับ สรุปว่าเราติดเชื้อได้อยู่ดี เพียงแต่ว่าเราจะไม่เป็นรุนแรง เพราะฉะนั้นมาตรการทางสังคมก็ต้องทำต่อ ถ้าติด เราจะเหมือนเป็นหวัด คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า โอ้ ถ้าเป็นแค่หวัดฉันโอเค ประมาณนี้ครับ

 

DJ.เฟี๊ยต : การฉีดวัคซีนโควิด-19 ทำให้เปลี่ยนอาการรุนแรงของโรคให้เป็นอาการวัดเบาๆ ได้อย่างไรครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ต้องเรียนว่า เราไม่ได้เปลี่ยนมันตรง ๆ นะคะ แต่เป็นเพราะเมื่อเราฉีดวัคซีน เราจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ซึ่งภูมิคุ้มกันป้องกันได้หลายระดับนะคะ จากการศึกษา ซิโนแวคและแอสตราเซเนกาป้องกันป่วยหนักเข้า ICU เสียชีวิตได้ 100% แต่ป้องกันป่วยเบาอาจจะได้แค่ไม่ถึง 50% และแอสตราเซเนกา ป้องกันป่วยแบบไม่มีอาการนี่ป้องกันไม่ได้ นี้คือประเด็นเลยนะคะว่าถ้าฉีดวัคซีนแล้วถ้าติดเชื้อ ก็จะติดเชื้อแบบไม่มีอาการ หรือมีอาการเบา อันนี้เป็นความจริง เลวร้ายสุดอาจจะได้เข้าโรงพยาบาลไปนอนให้น้ำเกลือสักวันสองวัน แต่ไม่เข้า ICU ไม่ตายนะคะ การที่มันเกิดเช่นนี้ขึ้นเนี่ย เสมือนว่าเราเนี่ยเปลี่ยนมัน เปลี่ยนมุมของโรคนี้ จากโรคที่เป็นแล้วตายได้ เป็นแล้วต้องเข้า ICU กลายเป็น เป็นแล้วส่วนใหญ่เป็นแค่หวัดธรรมดา ไม่ต้องเข้า ICU เราก็จะไม่กลัวมันแล้ว ใช่ไหมคะ มันก็ยังมีโรคนี้เต็มไปหมด อีกหน่อยก็อาจจะพูดกัน โอ้ ไปตรวจโควิด-19 มา เป็น โควิด-19 สั่งน้ำมูกธรรมดาอย่างนี้ค่ะ

 

DJ.เป้ : ฉีดวัคซีนไปแล้ว เรายังมีโอกาสเป็นคนแพร่เชื้อได้มากน้อยแค่ไหนครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : เราจะยังแพร่เชื้อได้ เพราะเรายังติดเชื้อได้ครับ เราก็เลยยังแพร่เชื้อได้เช่นกัน เราก็ติดเชื้อแล้วก็แพร่เชื้อได้อยู่ดี แต่พบว่ามันลดการติดเชื้อและก็แพร่เชื้อลงได้บางส่วน เราถึงไม่เคลมว่าการฉีดวัคซีนจะลดการการแพร่เชื้อ แต่เราเคลมว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไม่ให้เราป่วยหนักต้องเข้า ICU และการแพร่เชื้อก็จะลดลง 

          ศ.พญ.กุลกัญญา : มีการศึกษาในต่างประเทศนะคะ ลองใช้วัคซีนไฟเซอร์กับวัคซีนแอสตราเซเนกาแล้วก็ดูว่า ถ้าเกิดการการติดเชื้อในคนที่ฉีดวัคซีนแล้วเนี่ยจะลดการแพร่เชื้อลงไปเนี่ยมากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่าลดการแพร่เชื้อลงไปอย่างน้อยครึ่งนึงค่ะ สาเหตุที่ลดลงเพราะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหากติดเชื้อจะไม่ค่อยมีอาการหรือมีอาการน้อย และจะมีปริมาณไวรัสน้อยกว่าคนติดเชื้อที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ปริมาณไวรัสน้อยกว่า เพราะฉะนั้นก็เลยแพร่เชื้อได้น้อยกว่า แล้วโอกาสที่จะติดเชื้อโดยรวมก็ลดลงอย่างน้อยครึ่งนึง ฉะนั้นนี่เหตุผลว่าการฉีดวัคซีนนอกจากป้องกันตัวเองไม่ให้ป่วยหนัก และเราจะแพร่เชื้อให้คนอื่นได้น้อยลงไปด้วยค่ะ

 

DJ.แคน : แล้วคนที่ติดโควิด และหายแล้ว จำเป็นต้องไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 มั้ยครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : เวลาเราติดเชื้อแล้วเราหาย เราก็จะมีภูมิคุ้มกันอยู่ระดับหนึ่งนะครับ เราถึงได้หายจากโรค แต่หลังจากที่เราติดเชื้อแล้วภูมิคุ้มกันมันจะขึ้นไปแป๊บนึงและเดี๋ยวมันก็จะลงนะครับ เพราะฉะนั้นในที่สุด เราก็ควรจะกระตุ้นอีกทีนึง ด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ครับ

 

DJ.ปอ : ในการฉีดวัคซีนจะมี 2 อาการที่เกิดขึ้นนั่นก็คือ 1. อาการแพ้ และก็ 2. คืออาการไม่พึงประสงค์ 2 อย่างนี้ ต่างกันอย่างไรครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : อาการที่เกิดขึ้น กลุ่มนึงคืออาการข้างเคียงที่คาดเดาได้ว่ามันจะต้องเกิดแน่ ๆ และบอกได้เลยว่าจะเกิดสักกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น อาการไข้ ปวด บวม แดง ร้อน อ่อนเพลีย วัคซีนซิโนแวคจะเกิดประมาณ 10-20% แอสตราเซเนกาอาจจะ 70-80% ฉีดแล้วต้องมีไข้แน่เลย ต้องเพลียแน่ ส่วนใหญ่เป็นน้อย ๆ นะคะ ไม่ได้เป็นเยอะ แต่เป็นแทบทุกคนที่ฉีดนะคะ แล้ววันสองวันก็หายค่ะ

          อาการไม่พึงประสงค์อีกกลุ่มนึง ก็คือกลุ่มอาการที่เรียกว่าแพ้นะคะ ก็จะมีแพ้แรงกับแพ้เบา แพ้แรง ภาษาแพทย์เรียกว่า Anaphylaxis นะคะ ถ้าแพ้ขึ้นมาก็จะต้องรีบให้ยาฉีดทันที และมักจะเกิดในครึ่งชั่วโมงนั้น หลังฉีดแล้วเราจึงต้องเฝ้าดูอาการครึ่งชั่วโมง แต่แพ้เบา ๆ เช่น มีผื่นนิดหน่อย คัน มีลมพิษขึ้นภายหลัง เป็นพวกดีเลย์ ไม่รุนแรง รักษาตามอาการด้วยยาแก้แพ้ เดี๋ยวก็หายค่ะ อาการแพ้รุนแรงนี่พบน้อยกว่า 1 ในแสนนะคะ น้อยมาก แต่พบทั่วโลกและก็พบกับทุกวัคซีนค่ะ

 

DJ.อั๋น : เราเริ่มเห็นข้อมูลแล้วว่าเด็กอายุหลักเดือนติดเชื้อโควิด-19  และตอนนี้วัคซีนที่เราใช้กันอยู่คือ แอสตราเซเนกา และ ซิโนแวค ซึ่งเป็นวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ อยากทราบว่าจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กออกมาไหมครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ตอนนี้วัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทุกชนิด ยกเว้นไฟเซอร์ ขึ้นทะเบียนให้ฉีดได้สำหรับคนอายุ 18 ปีขึ้นไปนะคะ ไฟเซอร์เป็นชนิดเดียวที่ฉีดต่ำกว่า 18 ปีได้ค่ะ ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12 ปี และในอนาคตอันใกล้นี้มีจะผลการศึกษาในเด็กที่อายุน้อยลงไปเรื่อย ๆ มีการศึกษาตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นมา แต่ผลยังไม่ออกค่ะ ตอนนี้ในเมื่อผลการศึกษายังไม่ออก เราก็ต้องใช้ตามที่มีข้อมูลนะคะ

          ฉะนั้นตอนนี้ถามว่าเด็กเสี่ยงต่อโควิดไหม เสี่ยงนะคะ โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ ๆ ติดเด็กได้มากขึ้น เมื่อเด็กไม่ได้รับวัคซีน เด็กก็ยังสามารถเป็นโรคได้ใช่ไหมคะ และในระลอกนี้เด็กเป็นเยอะซะด้วย เพราะว่าการติดเชื้อจากสายพันธุ์อังกฤษนี่มันแพร่ได้เก่งขึ้น เด็กติดง่ายขึ้น แต่ยังโชคดีที่ว่าเด็กเป็นแล้วไม่หนักเท่าผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญตอนนี้คือเราต้องพยายามสอนสุขลักษณะต่าง ๆ ให้เด็ก แต่เด็กเล็กมาก ๆ เด็กต่ำกว่าสองปี ก็ใส่หน้ากากไม่ได้นะคะ และถึงเด็กโตหน่อยก็ไม่ค่อยเคร่งครัดในการใส่เท่าที่ควรหรอก เพราะว่าเขาก็ต้องเล่นต้องอะไรนะคะ

          ดังนั้นในเมื่อเด็กฉีดวัคซีนไม่ได้ และยังมีอันตรายจากโรคได้ วิธีที่ดีที่สุดคือฉีดผู้ใหญ่รอบตัวเด็กนะคะ เพราะว่าเด็กจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่รอบข้าง ฉะนั้นผู้ใหญ่คนไหนก็ตามที่มีเด็กร่วมบ้าน หรือว่าใกล้ชิดนะคะ จำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้หมดค่ะ ให้คิดเลยค่ะว่าไม่ได้ฉีดเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ฉีดเพื่อลูกหลาน คนที่เราอยู่ใกล้เราด้วยค่ะ

          ตอนนี้การที่จะเปิดโรงเรียนได้ เราจะต้องรีบฉีดวัคซีนให้บุคลากรในโรงเรียนทั้งครู ทั้งผู้ช่วย ผู้ใหญ่ทุกคนในโรงเรียน ก็จะสามารถเป็นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับเด็กได้ค่ะ

 

DJ.อั๋น : ผู้หญิงตั้งครรภ์  ผู้หญิงที่กำลังทานยาคุมกำเนิด รวมถึงผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์อยู่ ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่ครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร คนที่คุมกำเนิด หรือคนที่กำลังวางแผนมีบุตร ทุกคนมีความเสี่ยงต่อโควิด-19 ทั้งสิ้นนะคะ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เวลาเป็นโควิด-19 จะรุนแรงกว่าคนไม่ตั้งครรภ์ ฉะนั้นทุกคนควรได้รับภูมิคุ้มกัน โดยที่ตัวเองไม่ต้องเป็นโรคซะก่อนนะคะ ที่สำคัญก็คือได้รับภูมิคุ้มกันจากวัคซีน วิธีการคือเราจะต้องฉีดวัคซีนในจังหวะที่ร่างกายเราเนี่ยมีความพร้อมมากที่สุดค่ะ

          คุณหมอสูติฯบอกเลยว่าอยากให้หญิงตั้งครรภ์ เลี่ยงการฉีดวัคซีนในไตรมาสแรก คือ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ เพราะว่าเป็นช่วงที่เปราะบาง มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ง่าย จึงไม่อยากให้ แต่ในต่างประเทศ เค้าไม่เลือกไตรมาส ฉีดหมดเลย และนิยมใช้วัคซีน MRNA คือ ไฟเซอร์ และโมเดอร์น่า จึงมีข้อมูลของการฉีดสองวัคซีนนี้ในหญิงตั้งครรภ์ในต่างประเทศเยอะที่สุด ส่วนในประเทศของเราเนี่ย ไตรมาสแรกขอให้ใส่หน้ากาก ล้างมือไปก่อน พอเข้าไตรมาสสองค่อยฉีดนะคะ สรุปว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ วางแผนมีบุตร ทุกคนฉีดได้หมดเลย ไม่มีปัญหาค่ะ

          รศ.นพ.นิธิพัฒน์ : ประเด็นที่คนอาจจะกังวลกันก็คือ ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดจะมีโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดได้มากกว่าคนปกติ แต่ปัจจุบันนี้ยาคุมกำเนิดมีส่วนผสมของฮอร์โมนที่จะทำให้เกิดปัญหานี้น้อยกว่าสมัยก่อน เพราะฉะนั้นการกินยาคุมกำเนิดอย่างเดียวเราไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดดำเหมือนแต่ก่อนนะครับ ต้องมีปัจจัยส่งเสริมในตัวเค้าเอง เช่นมีสารพันธุกรรมโปรตีนในร่างกายขาดอยู่ และไปกินยาคุมกำเนิดถึงจะเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย

          โอกาสที่จะเกิดในประชากรเอเชียเนี่ยก็เกิดน้อยอยู่แล้ว การกินยาคุมกำเนิดก็มีโอกาสเกิดน้อยมาก ๆ ผสมเข้าด้วยกันโอกาสก็คงจะเป็นน้อยของน้อยนะครับ แต่ถ้าเราจะรอวัคซีนที่บอกว่าปลอดภัยต่อการเกิดลิ่มเลือดเนี่ย ตอนนี้เราเห็นคนไข้โควิดเยอะมาก เราพบว่าเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงในคนไข้โควิดเนี่ยเยอะกว่า หมายถึงว่าเป็นโควิดแล้วจะเกิดลิ่มเลือดเยอะกว่าการเกิดลิ่มเลือดจากวัคซีนโควิดหลายร้อยหลายพันเท่าเลย ระหว่างเรารอวัคซีนที่จะปลอดภัยเรื่องการเกิดลิ่มเลือด เราอาจจะตายเพราะการเกิดลิ่มเลือดทั่วตัวเพราะโควิดได้ครับ

 

DJ.เฟี๊ยต : เรื่องลิ่มเลือดที่เกิดจากการฉีดวัคซีนที่หลายคนกังวลกัน เราจะมีการเตรียมตัว ป้องกันตัว อย่างไรบ้างครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : จริง ๆ อาการลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ไม่ใช่ลิ่มเลือดธรรมดานะคะ เป็นลิ่มเลือดชนิดพิเศษที่เกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งในคนผิวขาวจะพบ 4 ใน 1,000,000 หรือ 1 ใน 250,000 แต่คนไทยพบน้อยกว่านั้นเยอะค่ะ คาดว่าถ้าจะเกิด จะเกิดน้อยกว่า 1 ในล้านนะคะ และอาจจะไม่เกิดเลย เพราะพันธุกรรมของคนไทยที่สัมพันธ์กับลิ่มเลือดที่มีเกล็ดเลือดต่ำ เราพบลักษณะพันธุกรรมแบบนี้เพียง 0.12% ในขณะที่คนผิวขาวพบ 30-40% ฉะนั้นโอกาสที่เราจะพบนี่น้อยกว่าชาวโลกอื่นเยอะ และถ้าเกิดเป็นขึ้นมาสามารถที่จะรักษาให้หายได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่ว่าเราต้องรู้เท่าทัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลค่ะ หลายคนบอกว่าต้องกินแอสไพรินหลังฉีดวัคซีนเลยไหม ไม่แนะนำนะคะเพราะว่าต้องกินเป็นล้านคน เพื่อจะกันการอาจเกิดแค่คนเดียว และดีไม่ดีอาจเจออาการข้างเคียงของแอสไพรินนะคะ

 

DJ.เป้ : แล้วใครบ้างที่ไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 ครับคุณหมอ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : มีอยู่สามกรณีเท่านั้นนะคะ 1. ก็คือกำลังป่วยอยู่ ถ้าร่างกายกำลังป่วยอยู่ มีไข้ ตัวร้อน ป่วยทั่วไป ป่วยเป็นไข้เลือดออก เป็นไข้หวัดใหญ่อะไรก็ตาม รอให้หายก่อน 2. คือหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก เพราะไตรมาสแรกเป็นช่วงเวลาที่เซนซิทีฟ หมอสูติฯไม่อยากให้ไปคนท้องไตรมาสแรกฉีดนะคะ อยากให้เลื่อนไปก่อน รอให้เกิน 12 สัปดาห์ก่อนค่อยไปฉีด และ 3. ก็คือมีโรคที่ค่อนข้างรุนแรง ที่ค่อนข้างอันตราย ที่ยังกำเริบอยู่ เช่น เป็นโรคหัวใจอยู่ กำลังหัวใจวาย ไม่ต้องฉีด คุมยา ปรับยาให้ดีก่อน เป็นโรคลมชัก ยังชักทุกวันอยู่เลย อย่าเพิ่งฉีด ให้คุณหมอควบคุมอาการให้ดีขึ้นนะคะ แล้วค่อยไปฉีด ควรจะฉีดในจังหวะที่โรคสงบนะคะ ส่วนคนที่เป็นโรค แต่อาการคงที่ เช่นเป็นเบาหวาน ความดัน ไขมัน และกินประจำตัวตลอดแบบนี้ฉีดได้เลยนะคะ ไม่ต้องไปหาคุณหมอ ฉีดได้เลย คนที่ไม่แน่ใจจริง ๆ เป็นมะเร็ง กินยากดภูมิ เม็ดเลือดขาวต่ำ กำลังเพิ่งออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ เหล่านี้  ถ้าไม่แน่ใจปรึกษาคุณหมอก่อนค่ะ ส่วนใหญ่ฉีดได้ แต่คุณหมออาจจะบอกว่าลดยาตัวนี้หน่อย หรือมีการปรับอะไรนิดหน่อยก่อนฉีด ก็มี 3 กรณีตามนี้ค่ะ

 

DJ.เป้ : สำหรับคนที่ไม่สามารถไปฉีดวัคซีนได้ในตอนนี้  ควรจะดูแลตัวเองอย่างไรครับ

          รศ.นพ.นิธิพัฒน์ : คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ ก็คือ โอกาสที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนที่ฉีดวัคซีนแล้วการออกไปในที่สาธารณะโดยไม่ป้องกันตัวเองก็จะทำไม่ได้ วิธีป้องกันสำหรับคนที่ไม่ได้ฉีด คงจะใช้ชีวิตนอกบ้านไม่เหมือนปกติ ไปมาหาสู่ก็จะต้องรู้ตัวเองว่าตัวเองมีภูมิหรือไม่มีภูมิ จะไปหาไปใกล้ชิดกันได้มากขนาดไหน นั่นก็เป็นสิ่งที่เราป้องกันได้สำหรับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม

 

DJ.พี่อ้อย : การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19  ฉีดเข็มแรกฉีดยี่ห้อนึง เข็มที่สองฉีดอีกยี่ห้อนึง ในฐานะของคุณหมอ คุณหมอแนะนำไหมคะ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ตอนนี้กำลังมีการศึกษา จนกว่าเราจะได้ผลการศึกษานั้นออกมานะคะ ขณะนี้เรายังไม่มี เราก็จะแนะนำตัวเดิมไปก่อน เพราะว่าเรารู้แล้วว่าถ้าได้ตัวเดิมสองครั้งประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร อาการข้างเคียงจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นใช้ที่เรารู้ดีกว่า เดี๋ยวผลการศึกษา Mix & Match จะออกมาเร็ว ๆ นี้ล่ะค่ะ เมื่อถึงตรงนั้นเราจะมาแนะนำกันใหม่นะคะ

          ส่วนกรณีที่ว่าถ้าแพ้เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 จะขอเปลี่ยนยี่ห้อ หรือกรณีที่เข็มที่ 1 อย่างนึง แต่เข็มที่ 2 หายี่ห้อเดิมไม่ได้ อันนี้ไม่เป็นไรค่ะ เปลี่ยนได้เลย ไม่ได้มีปัญหานะคะ เพราะจริง ๆ มันสามารถกระตุ้นภูมิได้เหมือนกัน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าการเปลี่ยนยี่ห้อเมื่อเทียบกับไม่เปลี่ยน มันเป็นยังไง ตอนนี้เราจึงยังแนะนำว่าให้ใช้ยี่ห้อเดิมให้ครบชุด ครบชุดหมายความว่า 2 เข็มนะคะ ทำไมถึงบอกแบบนั้น เพราะว่าพอเราได้ครบชุดของเค้าเนี่ย เรารู้ข้อมูลแล้ว ทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ฉะนั้นเอาแน่ ๆ ชัวร์ ๆ ให้ได้ตามเป้าประสงค์ ตามความคาดหมายของเรา ที่เรามีข้อมูลแน่นอนก่อนค่ะ

 

DJ.เฟี๊ยต : คุณหมอครับทราบว่า ที่สเปนและอังกฤษ มีการทดลองฉีดวัคซีนข้ามยี่ห้อ อยากถามคุณหมอว่าในประเทศไทยเป็นไปได้ไหมครับ และการฉีดคนละยี่ห้อจะมีผลดีหรือผลเสียอย่างไรครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ความที่ว่าข้อมูลชัด ๆ ของการศึกษามันยังไม่ออกเราก็เลยยังไม่สามารถแนะนำได้เต็มปากค่ะ ตอนนี้ก็มีการศึกษาที่ต่างประเทศบอกว่าฉีดเข็มที่ 1 เป็นแอสตราแล้วเข็มที่ 2 เป็นไฟเซอร์ แล้วก็กลับกัน  เข็มที่ 1 เป็นไฟเซอร์ เข็มที่ 2 เป็นแอสตรานะคะ การกระตุ้นภูมิเนี่ยไม่มีปัญหา แต่อาการข้างเคียงกลับมากขึ้นถ้าสลับยี่ห้อ มีไข้มากขึ้น เพลียมากขึ้น แต่เป็นอาการข้างเคียงที่ไม่ได้รุนแรงอะไรนะคะ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เราจะต้องมีข้อมูลก่อนที่เราจะประกาศ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ชัด เดี๋ยวอีกสักพักนึงนะคะ หมอจะมีข้อมูลให้ พอมีข้อมูลแล้วนักวิชาการสามารถเอาข้อมูลเนี่ยไปยืนยันกับทางกระทรวง เพื่อให้เรามีการเปลี่ยนคำแนะนำ และการปฏิบัติจริงค่ะ

 

DJ.ปอ : เราสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 พร้อมกับวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ ได้มั้ย

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ในอนาคตเนี่ยคิดว่าได้แน่นอน แต่ตอนนี้เนื่องจากว่าเป็นวัคซีนใหม่และเป็นวัคซีนที่ทุกคนมีความกังวล แพทย์เองก็ต้องการติดตามผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเหล่านี้ว่าจะมีอะไรไหม คือเป็นของใหม่ที่เรายังไม่รู้จักมันดี ยังมีอะไรที่เราต้องตามดูใกล้ชิดเป็นพิเศษ มีอะไรเกิดขึ้นเราจะได้ตามรักษาทันท่วงที ฉะนั้นไม่แนะนำให้ฉีดพร้อมวัคซีนตัวอื่น ควรจะเว้นช่วงอย่างน้อยสองสัปดาห์ค่ะ ที่ให้เว้นสองสัปดาห์เหตุผลเพราะถ้าเกิดอาการข้างเคียงอะไรเกิดขึ้นจากวัคซีนตัวแรกจะได้ไม่เหมาเข้าใจผิดว่าเป็นจากอีกตัวนึง ให้หายเป็นเรื่อง ๆ ก่อนค่ะ

          แต่อย่างไรก็ดี ก็ลดหย่อนได้ค่ะ เช่น เพิ่งไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มา แล้ว โอ้โห แถวนี้ระบาดเยอะเหลือเกิน อย่าไปรอสองอาทิตย์ เดี๋ยวเป็นไปก่อนนะคะ เราก็ยอมให้ฉีดเร็วกว่าสองอาทิตย์ได้ และกรณีถูกสัตว์กัด เราต้องฉีดวัคซีนแก้พิษสุนัขบ้า หรือ กรณีมีบาดแผลเราต้องฉีดวัคซีนบาดทะยัก สองกรณีนี้ก็ฉีดได้เลยค่ะ ไม่ต้องเว้นช่วง เพราะเรื่องนี้สำคัญ โรคโควิดก็สำคัญ ในเมื่อสำคัญเจอสำคัญก็ไม่ต้องไปกังวลใจ ก็ต้องยอมรับว่าอาการข้างเคียงถ้ามันซ้อนกันบ้างก็ต้อมยอมรับอะไรประมาณนี้ค่ะ

 

DJ.เป้ : คนเป็นโรคภูมิแพ้ไม่ควรฉีดวัคซีนบางยี่ห้อ  จริงไหมครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : ไม่จริงค่ะ ฉีดได้ทุกยี่ห้อนะคะ แต่คนที่เคยแพ้วัคซีน หรือส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรงเท่านั้นจึงไม่ควรฉีดวัคซีนตัวนั้น ยกตัวอย่าง เรารู้ว่าวัคซีนซิโนแวคจะมีสารอะลั่ม ซึ่งถ้าเราเป็นคนแพ้อลูมิเนียม เป็นคนแพ้อะลั่ม เรารู้ว่าวัคซีนตัวนี้มีสารอะลั่ม อย่างนี้เราก็ควรไปฉีดวัคซีนอีกยี่ห้ออื่นซึ่งไม่มีสารอะลั่มอย่างนี้เป็นต้น

 

DJ.ปอ : ถ้าเราบังเอิญทานเชื้อโควิด-19 เข้าไป หรือรับเชื้อทางปาก ร่างกายจะย่อยเชื้อทิ้งไป หรือทำให้เราติดเชื้อและไม่สบายเป็นโควิดครับ

          รศ.นพ.นิธิพัฒน์ : เชื้อโคโรน่า 2019 เนี่ยมันเข้าทางเยื่อบุทางเดินอาหารได้ไม่ดี เป็นเชื้อที่ชอบระบบหายใจ ถ้าเข้าทางปากก็มีโอกาสที่จะเล็ดลอดเข้าระบบทางเดินหายใจของเราได้ แต่จะน้อยกว่าเข้าทางจมูก ทางตาก็เข้าได้นะ เพราะว่าเรามีท่อน้ำตาที่หัวตาที่จะไหลไปต่อกับจมูกของเรา สุดท้าย ไม่ว่าจะทางตา หรือ ทางปาก มันสามารถเข้าสู่เยื่อบุในระบบการหายใจของเราได้ครับ ทางติดเชื้อหลักคือทางจมูกเป็นหลัก ทางติดเชื้อรองคือ ทางปาก ทางนัยน์ตา แต่ปากนี่ไม่ได้เกิดจากการกินแล้วเข้าไปในท้องหรือในกระเพาะเรา แต่เกิดจากกินแล้วเข้าไปอยู่ในบริเวณคอหอย ที่จะรุกล้ำเข้าไปในระบบทางเดินหายในที่ใกล้เคียงกันได้ครับ

 

DJ.แคน : ตอนนี้เรารณรงค์กันให้ช่วยกันบริจาคโลหิต  อยากทราบว่าการบริจาคโลหิตในช่วงโควิด-19 ระบาดแบบนี้ จริง ๆ แล้ว ความปลอดภัยมีขนาดไหนครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : ปลอดภัยมากครับ  เพราะว่าเราผ่านวิกฤตนี้มานี่มาเป็นระยะเวลาปีกว่าแล้ว เราดูแลไม่ให้ผู้บริจาคโลหิตจะติดเชื้อระหว่างกัน เราก็มีมาตรการพิเศษเพื่อจะทำให้ทุกท่านสบายใจ มีการคัดกรอง มีแบบสอบถามพิเศษเพื่อคัดกรองว่าบางท่านมีความเสี่ยงไหมในช่วง 60 วันก่อนที่จะมาบริจาคเลือดนะครับ แล้วก็มีการ Clean Up ทุกอย่าง ก็อยากเชิญให้ทุกท่านมาบริจาคโลหิต เพราะเป็นช่วงซึ่งกำลังขาดแคลนโลหิตมากนะครับ  ทุกที่เลยทุกธนาคารเลือดเลย สามารถบริจาคได้นะครับ และไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยนะครับ

 

DJ.เฟี๊ยต : การบริจาคเลือดกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครับ คนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว สามารถบริจาคเลือดได้ได้ภายใน 1 สัปดาห์จริงไหมครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : ข้อมูลชี้ชัดว่าไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นฉีดวัคซีนแล้วหนึ่งสัปดาห์ก็เชิญมาบริจาคได้ครับ ในอนาคตเป็นไปได้เหมือนกันที่จะบอกว่ามันปลอดภัยมากเสียจนไม่ต้องรอเลยก็ได้ ฉีดปุ๊บก็บริจาคได้ปั๊บ เพราะมันไม่มีผลอะไร เว้นแต่ว่าฉีดวัคซีนแล้วมีผลข้างเคียงบางอย่างนะ เราก็ยังไม่มีความรู้มากจริง ๆ เช่นกัน ตอนนี้เราก็เลยแนะนำว่าให้รอหนึ่งสัปดาห์แล้วกัน แล้วค่อยมาบริจาคโลหิตครับ

 

DJ.เฟี๊ยต : ในทางกลับกัน ถ้าบริจาคโลหิตแล้ว ต้องเว้นระยะก่อนจะไปฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือไม่ครับคุณหมอ บางคนคิดว่าบริจาคโลหิตแล้วจะโทรม จะเหนื่อยครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : ไม่จริงเลยครับ บริจาคโลหิต บริจาคเสร็จปุ๊บเรากินน้ำเข้าไป น้ำก็จะไปทำให้เรามีความปกติกลับมาทันที เราอาจจะซีดไปหน่อย แต่นั่นไม่มีผลกับการฉีดวัคซีนครับ ฉะนั้นบริจาคโลหิตไปแล้วก็ไม่มีประเด็นครับ ไปฉีดพรุ่งนี้ได้เลยครับ

 

DJ.เป้ : สุดท้ายแล้วโควิด-19 จะเหมือนกาฬโรคที่หายไปจากโลกนี้ หรือจะเหมือนไข้หวัดใหญ่ที่เราต้องมาฉีดวัคซีนย้ำทุกปีครับ

          ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ : เป็นไปได้มากกว่าที่จะเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ เพราะไวรัสนี้มีการกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ   ฉะนั้นเป็นไปได้ว่ามันก็อาจจะดื้อวัคซีนไปเรื่อย ๆ ตามเวลา อันนี้เราก็จะต้องเฝ้าดู แต่ไม่เป็นไรเราเชี่ยวชาญแล้ว เพราะมีไข้หวัดใหญ่เป็นตัวอย่าง สมมติว่ามันจะเป็น Scenario แบบไข้หวัดใหญ่จริง ๆ เราก็มีวิธีผลิตผิดวัคซีนมาจัดการต่อ ๆ ไปได้นะครับ

          รศ. นพ.นิธิพัฒน์ : คงจะเป็นทุกปี หรือทุกสองปี คงต้องฉีดวัคซีนโคโรน่ากันอยู่เรื่อย ๆ ครับ 

 

ถ้าประชาชนทั่วไปอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 หรือวัคซีนป้องกันเพิ่มขึ้น คุณหมออยากจะแนะนำแหล่งข้อมูลที่ไหนที่น่าเชื่อถือ ที่จะไปดูต่อได้ครับ

          ศ.พญ.กุลกัญญา : คือสำหรับคนที่อ่านภาษาอังกฤษคล่องนะคะ ก็แนะนำเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกนะคะ มีทั้งวิดีโอคลิป ทั้งข้อมูลทั้งเอกสาร ทั้งแบบสื่อสารกับคนที่ไม่ใช่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับคนที่ไม่คล่องภาษาอังกฤษก็แนะนำเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข เว็บไซต์ของโรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ และนักวิชาการที่อยู่ในรูปของสมาคมวิชาการทางการแพทย์นะคะ เพราะบางที Single opinion อาจจะทำให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ฟังแล้วสับสน เพราะภาษาแพทย์บางทีก็ซับซ้อนนะคะ ฉะนั้นที่ดี ที่ง่ายที่สุดก็คือเข้าไปในช่องทางสื่อสารเว็บไซต์ของสมาคมของราชวิทยาลัยทางการแพทย์ต่าง ๆ และกระทรวงสาธารณสุขก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำนะคะ

 

ขอขอบคุณ 
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล
หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร
ที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

RELATED GREEN CHARITY
GREENWAVE