Today Inspire
กริ๊งๆๆ โทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น พร้อมกับโชว์เบอร์ประหลาดที่หน้าจอ

“ฮาโหล ที่นั่นที่ไหน ใครพูด อาเม้งพูดใช่ไหม” เสียงคุณลุงสำเนียงจีนดังขึ้นที่ปลายสาย

“ไม่ใช่ครับ ไม่มีอาเม้ง ผิดเบอร์แล้วครับ”

“ทำไมถึงผิด นี่มันเบอร์อาเม้ง”

“ที่นี่ไม่มีอาเม้งครับ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ที่นี่ไม่มีอาเม้งครับ”

“ทำไมไม่มี แล้วคุณมารับโทรศัพท์ของอาเม้งทำไม”

“โอเค อาเม้งเปลี่ยนเบอร์เป็น 1900-xxx-xxxxครับ” ผมตัดสินใจให้เบอร์เทพธิดาพยากรณ์ไปในที่สุด

“เฮ้ยยยยยย อั๋นขับรถลงทางด่วนผิดฝั่ง ทำยังไงดีล่ะ ขอโทษนะ ขับอ้อมนิดนึงละกัน” ผมบอกเพื่อนร่วมทางอย่างตกใจและสำนึกผิดสุดชีวิต

“ปัดโธ่ ลงผิดได้ยังไงเนี่ย แกจำไม่ได้เหรอ เสียเวลาที่สุดเลย น่าเบื่อ”

“อั๋นช่วยต่อสายเบอร์นี้ให้พี่หน่อย ด่วนๆเลยนะ” เพื่อนร่วมงานที่บริษัทขอร้องให้ช่วย

“สวัสดีครับ ขอสายคุณดอนครับ ไม่มีเหรอครับ ขอโทษครับสงสัยโทรผิด”

“อะไรนี่ โทรผิดได้ไงกัน ยิ่งรีบๆอยู่ โอ๊ยชักช้า”

ถามตรงๆนะครับ มีพวกเราหรือใครหาคำตอบที่ดีให้กับคำถามในประโยคสุดท้ายของแต่ละเรื่องราวข้างต้นได้ไหม เอาที่ตอบแบบเป็นเหตุเป็นผลหน่อยนะ ไม่ใช่ตอบแบบแค่นๆขอไปที จริงอยู่ สิ่งที่ผิดพลาดต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่ในหลายๆครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และก็ใช่ว่าเจ้าตัวจะลัลล้าวิ่งหนีซ่อนหน้าไม่กล้ารับผิดซะหน่อย

ความผิดเดียวกันหากเกิดกับคนอื่นมักดูเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเวลาที่เราเป็นผู้ทำเองเสมออยู่แล้ว แต่คุณไม่เคยขับรถหลงทาง เลี้ยวผิด ตัดสินใจพลาดบนถนนงั้นเหรอ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวัยที่ฝูงนกฝูงกาพากันมาเยือนใบหน้าโดยไม่ต้องแม้แต่ยิ้มนี่ไม่เคยกดโทรศัพท์หาใครผิดเลยซักครั้ง แล้วเคยตั้งใจทำ ตั้งใจจำอะไรมากๆๆๆ แต่ก็ยังลืมบ้างไหม ผมว่าสิ่งที่น่าหงุดหงิดหลายครั้งไม่ใช่ที่ตัวข้อผิดพลาดนั้น แต่กลับเป็นคำถามโง่ๆที่เกิดขึ้นรอบๆมันมากกว่า

เมื่อ “ลืม” ก็คือ “ลืม” จะป่วยการถามหาคำตอบไปทำไมว่าเหตุใดถึงลืม บ้ารึเปล่า ไม่มีใครตายซักหน่อย ถ้าผมเป็นหมอแล้วลืมกรรไกรไว้ในท้องคนไข้หลังผ่าตัดค่อยว่าไปอย่าง

เมื่อลงทางผิดก็ไปอ้อมรถกลับมาใหม่ 10-20นาทีที่เสียไป ไม่น่าเสียดายเท่ากับความรู้สึกดีๆที่หล่นกระจายอยู่บนถนนตรงนั้นหรอก ถ้ามีคนเจ็บป่วยหนักอยู่บนรถแล้วค่อยมาว่ากัน จะยอมนั่งคุกเข่าให้ท่านเปาฯเอาไม้มาโบยหลังลงโทษเองเลย ไม่ต้องรอให้ถาม

ไม่ใช่ไม่ยอมรับผิดนะ ผมยอมรับอยู่เต็มๆว่าผิด แต่ยอมรับคนที่ยอมรับกับความผิดเล็กๆเหล่านี้ไม่ได้ไม่ได้ต่างหาก

คุณๆคงจะขำถ้าผมจะบอกว่าทั้ง 3เรื่องข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับชีวิตของข้าพเจ้าในเวลาเพียง 2-3วันที่ผ่านมาแบบรวมฮิต ซึ่งจริงๆแล้วยังมีอีกเยอะมาก จนผมซึ่งปกติเข้าใจหรืออย่างน้อยก็พยายามเหลือเกินที่จะทำความเข้าใจกับอะไรๆที่เป็นอยู่อย่างอารมณ์ดีได้เสมอนั้น ถึงกับหงุดหงิดหัวเสียจนล่าสุดถึงขั้นซึมเศร้า นี่ถ้าไม่ได้เล่าหรือระบายให้ใครฟังมีหวังคงเครียดจนต้องเริ่มทึ้งขนหน้าอกตัวเองซะแล้ว

ไหนๆแล้วก็ขอเล่าหน่อยเถอะ เมื่อวานนี้มีหนังสือมาสัมภาษณ์ผม ว่าเกลียดอะไรที่สุด เลยถือโอกาสฟาดหัวฟาดหางตอบไปทันทีว่า “เกลียดคนโง่ๆที่สุด” น้องนางที่ยื่นไมค์มาสัมภาษณ์อยู่ หันมามองหน้าแล้วถามผมแบบจ๋อยๆว่า “พี่ขา หนูทำอะไรผิดไปให้พี่ไม่พอใจรึเปล่า” พร้อมกับหูที่มีอาการตูบลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเกรงว่าขนาดนี่เป็นเดือนธันวาฯหน้าหนาว ไอ้คุณพี่ภูวนาทมันยังดุขนาดนี้ นี่ถ้าเมษาฯล่ะ–ึงเอ๋ย ผมก็ได้แต่ยิ้มแล้วบอกไปอย่างอารมณ์ดีว่า “เปล่านะครับ พอดีช่วงนี้พี่เจอกับคนที่พี่รู้สึกว่าไม่ฉลาดและยังไม่

ใส่ใจชอบพูดชอบถามอะไรซ้ำๆไม่สร้างสรรค์บ่อยไปหน่อยเท่านั้น แต่พี่อารมณ์ดีอยู่นะน้อง.”

“พี่ไม่ได้พูดถึงหนูจริงๆใช่มั้ยคะ” เธอยังไม่หยุดครับ

“ถ้าหนูถามพี่ซ้ำอีกที ที่พี่พูดเมื่อครู่นี้ก็จะรวมหนูด้วยแล้วนะครับ” ผมยิ้มให้เธออีกครั้ง พร้อมกับขยายม่านตาให้ใหญ่ ขู่ใส่แถมไปด้วย

น่าแปลกที่หลังจากนั้น เธอพูดจาดีดูมีสติรวบรัดกระชับจับใจความสำคัญเก่งกาจฉลาดขึ้นมามากทีเดียวเชียว สรุปไปเองได้ว่าเธอตั้งใจและใส่ใจกับสิ่งที่เธอทำมากขึ้น แค่นั้นแหละครับ ก่อนกลับเธอยังขอชื่อและตำแหน่งต่างๆของผม เพื่อไปใช้ประกอบการสัมภาษณ์ อันผมนั้นก็เป็นบ้าทำอะไรต่อมิอะไรมากมายหลายอย่างเหลือเกิน จะเอาอันไหนไปใช้เลือกเองนะครับ “ดีเจ นักเขียน นักร้อง นักธุรกิจ ศิลปิน เรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาครุยซ์ พิธีกร อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ประกาศข่าว ”

“จริงเหรอคะพี่” เธอเงยหน้าขึ้นอย่างใสซื่อบริสุทธิ์พร้อมกับถามคำถามที่ออกมาจากปากโดยตรงแต่หาได้ผ่านรอยหยักใดในสมองไม่ ในระหว่างที่ผมร่ายยาวและยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ

“น้องทำงานสัมภาษณ์หนังสือมานานหรือยัง อายุเท่าไหร่แล้วครับ” ผมหงุดหงิดจนเริ่มๆจะขำในที่สุด

“อายุหนู.. อายุตอนนี้เหรอคะพี่”

“อ๋อ อายุของหนู3ปีที่แล้วก็ได้มั้งคะ เดี๋ยวพี่บวกเองได้ ที่เหลือน่ะ”

อย่ารู้เลยว่าสรุปแล้วเรื่องราววันนั้นจบลงอย่างไร เป็นอันว่าตอนเด็กๆพ่อกับแม่เคยต้มหนังสือสมบัติผู้ดีให้ผมรับประทานเป็นอาหารหลักทุกเช้าอยู่หลายปีก็แล้วกัน

หงุดหงิดและโกรธไปก็เผาใจเราเอง ซ้ำคนที่อยู่ใกล้ๆก็จะพลอยเดือดเนื้อร้อนใจเหมือนอยู่ใกล้ไฟที่กำลังไหม้นั้นไปด้วยเปล่าๆ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า พระพยอมท่านพูดมาตลอดหลายสิบปี แต่อย่าลืมจำใส่รอยหยักน้อยๆไว้อีกสัก 1หยักด้วยแล้วกันว่า ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้คนโง่และคนบ้าแบบนั้นด้วย

จริงๆแล้วผมซึ่งก็ไม่ได้เป็นผู้วิเศษหรือฉลาดกว่าใครที่ไหน ก็ไม่ได้เกลียดคนโง่ถึงขั้นนั้นหรอก ตราบใดที่คนๆนั้นได้พยายามมากพอในขอบเขตที่พระเจ้าประทานให้กับเขามาแล้ว ส่วนคนที่ผมเชื่อว่าพึงจะฉลาดได้มากกว่าที่เป็นอยู่นั้น ผมก็ไม่เกลียดนะครับ และกำลังพยายามไม่โกรธโดยหาทางทำความเข้าใจด้วยการใช้ตรรกะเดียวกับข้างต้นอยู่ว่า อย่าตัดสินคนด้วยภายนอก แม้เขาจะดูฉลาดแต่ข้างในอาจจะมีน้อยกว่าที่คิดก็ได้

ผิดพลาดไม่เห็นเลวร้าย ตราบใดที่คุณได้พยายามเต็มที่แล้ว ยอมรับความผิดพลาดให้ได้ทั้งของตนเองและผู้อื่นสำคัญกว่าเป็นไหนๆ จะได้ไม่ต้องทนฟังใครมาถามคำถามโง่ๆให้ได้ยิน

มือถือไฮเทคเครื่องใหม่อยู่ดีๆยังบ้าปิดตัวเองได้ โทรศัพท์ที่ว่าครอบคลุมทุกทิศทั่วไทยก็เคยระบบล่ม นิวยอร์คเมืองที่ไม่เคยหลับก็ยังเคยไฟดับไปวันกว่าๆ นาฬิกาปลุกที่ใช้อยู่ทุกวันมันก็เคยเกเรไม่ตื่นมาขันจนไปทำงานแทบไม่ทันเหมือนกัน ขนาดเครื่องมือไฮเทคทันสมัยไฉไลราคาสูงแทบเสียสติมันยังผิดยังพลาด นับประสาอะไรกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน”

Human league วงดนตรีซึ่งโด่งดังมากในยุค 80’s มีเพลงฮิตเพลงหนึ่งชื่อ “Human” ชอบเนื้อร้องท่อนหนึ่งของเพลงนี้ เพราะมันเคยช่วยให้ผมให้อภัยตัวเองและผู้อื่นได้มาหลายครั้ง วันนี้ผมขอถือโอกาสร้องให้คุณฟังตรงนี้เบาๆซักรอบนะครับ

“I am only human of flesh and blood I am made.

Human, born to make mistakes.”

กริ้งๆๆ อุ้ย โทรศัพท์เข้า ขอโทษนะครับ “ ฮาโหล อาเม้งอยู่ไหม.”
RELATED Today Inspire
GREENWAVE